Logo
Bright from Within
Vipassana, Ecology & Inner Wisdom
พุทธศาสนสุภาษิต พระไตรปิฎก (SQLite Powered)

พุทธศาสนสุภาษิตสอนใจ

คลังพุทธพจน์ภาษาบาลีพร้อมคำแปล ถอดรหัสธรรมะสู่การเจริญสติ วิปัสสนากรรมฐาน และการดำเนินชีวิตอย่างสันโดษและผาสุก

ทั้งหมด 445 สันตุฏฐิวรรค (หมวดความสันโดษ & วิเวก) 17 สัทธาวรรค (หมวดศรัทธา & ความเชื่อมั่น) 10 จิตตวรรค (หมวดจิต & ความคิด) 8 ธัมมวรรค (หมวดธรรมะ & ความจริง) 5 ปัญญาวรรค (หมวดปัญญา) 5 ลาภวรรค (หมวดลาภ & การได้มา) 5 สีลวรรค (หมวดศีล) 5 ทานวรรค (หมวดทาน) 8 อัตตวรรค (หมวดตน) 13 กัมมวรรค (หมวดกรรม) 148 ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) 48 วายามวรรค (หมวดความเพียร) 5 อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) 30 โกธวรรค (หมวดความโกรธ) 66 เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) 33 มิตตวรรค (หมวดมิตร) 5 วาจาวรรค (หมวดวาจา) 5 ปุญญวรรค (หมวดบุญ) 5 ปาปวรรค (หมวดบาป) 5 สุขวรรค (หมวดความสุข) 5 ทุกขวรรค (หมวดทุกข์) 9 ปกิณณกวรรค (หมวดเบ็ดเตล็ด) 5
แสดง 16 จากทั้งหมด 445 บท
กดไอคอนลำโพงเพื่อฟังเสียงอ่าน
สัทธาวรรค (หมวดศรัทธา & ความเชื่อมั่น) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

มูฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ     มูฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติอนฺธตมํ ตทา โหติ           ยํ โมโห สหเต นรํ

Roman: Mūḷaho atathṃ n jānāti     mūḷaho dhamamṃ n pasasatianadhatamṃ tadā hoti           yṃ moho sahate narṃ
“ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงครอบงำคนใดเมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น.”
EN: “Reflecting upon Mūḷaho atathṃ n jānāti     mūḷaho dhamamṃ n pasasatianadhatamṃ tadā hoti           yṃ moho sahate narṃ: "ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงครอบงำคนใดเมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “มูฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ     มูฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติอนฺธตมํ ตทา โหติ           ยํ โมโห สหเต นรํ” (แปลความว่า: ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงครอบงำคนใดเมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ยสฺส นตฺถิ อิทํ เมติ     ปเรสํ วาปิ กิญฺจนํมมตฺตํ โส อสํวินฺทํ      นตฺถิ เมติ น โสจติ

Roman: Yasas natathi idṃ meti     paresṃ vāpi kiñacanṃmamatatṃ so asṃvinadṃ      natathi meti n socati
“ผู้ใดไม่กังวลว่า นี้ของเรา นี้ของผู้อื่น ผู้นั้น เมื่อไม่ถือว่าเป็นของเรา จึงไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี ดังนี้.”
EN: “Reflecting upon Yasas natathi idṃ meti     paresṃ vāpi kiñacanṃmamatatṃ so asṃvinadṃ      natathi meti n socati: "ผู้ใดไม่กังวลว่า นี้ของเรา นี้ของผู้อื่น ผู้นั้น เมื่อไม่ถือว่าเป็นของเรา จึงไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี ดังนี้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ยสฺส นตฺถิ อิทํ เมติ     ปเรสํ วาปิ กิญฺจนํมมตฺตํ โส อสํวินฺทํ      นตฺถิ เมติ น โสจติ” (แปลความว่า: ผู้ใดไม่กังวลว่า นี้ของเรา นี้ของผู้อื่น ผู้นั้น เมื่อไม่ถือว่าเป็นของเรา จึงไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี ดังนี้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โยธ กาเม อจฺจุตฺตริ        สงฺคํ โลเก ทุรจฺจยํน โส โสจติ นาชฺเฌติ     ฉินฺนโสโต อพนฺธโน

Roman: Yodh kāme acacutatari        saṅagṃ loke duracacayṃn so socati nājajheti     chinanasoto abanadhano
“ผู้ใดข้ามพ้นกามในโลก และเครื่องข้องที่ข้ามได้ยากในโลก ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาได้แล้ว ไม่มีเครื่องผูก ชื่อว่าไม่เศร้าโศก ไม่ยินดี.”
EN: “Reflecting upon Yodh kāme acacutatari        saṅagṃ loke duracacayṃn so socati nājajheti     chinanasoto abanadhano: "ผู้ใดข้ามพ้นกามในโลก และเครื่องข้องที่ข้ามได้ยากในโลก ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาได้แล้ว ไม่มีเครื่องผูก ชื่อว่าไม่เศร้าโศก ไม่ยินดี"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โยธ กาเม อจฺจุตฺตริ        สงฺคํ โลเก ทุรจฺจยํน โส โสจติ นาชฺเฌติ     ฉินฺนโสโต อพนฺธโน” (แปลความว่า: ผู้ใดข้ามพ้นกามในโลก และเครื่องข้องที่ข้ามได้ยากในโลก ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาได้แล้ว ไม่มีเครื่องผูก ชื่อว่าไม่เศร้าโศก ไม่ยินดี.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโทตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิราทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี

Roman: Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī
“ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ.”
EN: “Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโทตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิราทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี” (แปลความว่า: ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ     ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติอนฺธตมํ ตทา โหติ          ยํ โลโภ สหเต นรํ

Roman: Ludadho atathṃ n jānāti     ludadho dhamamṃ n pasasatianadhatamṃ tadā hoti          yṃ lobho sahate narṃ
“ผู้โลภ ย่อมไม่รู้อรรถ ผู้โลภ ย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภ เข้าครอบงำคนใด เมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น.”
EN: “Reflecting upon Ludadho atathṃ n jānāti     ludadho dhamamṃ n pasasatianadhatamṃ tadā hoti          yṃ lobho sahate narṃ: "ผู้โลภ ย่อมไม่รู้อรรถ ผู้โลภ ย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภ เข้าครอบงำคนใด เมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ     ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติอนฺธตมํ ตทา โหติ          ยํ โลโภ สหเต นรํ” (แปลความว่า: ผู้โลภ ย่อมไม่รู้อรรถ ผู้โลภ ย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภ เข้าครอบงำคนใด เมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ           วนโต ชายตี ภยํเฉตฺวา วนญฺจ วนถญฺจ     นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว

Roman: Vanṃ chinadath mā rukakhṃ           vanato jāyatī bhayṃchetavā vanañac vanathañac     nibabanā hoth bhikakhavo
“ท่านทั้งหลายจงตัดป่า (กิเลส) อย่าตัดต้นไม้ ภัยย่อมเกิดจากป่า ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านจงตัดป่า และสิ่งที่ตั้งอยู่ในป่า แล้วเป็นผู้ไม่มีป่าเถิด.”
EN: “Reflecting upon Vanṃ chinadath mā rukakhṃ           vanato jāyatī bhayṃchetavā vanañac vanathañac     nibabanā hoth bhikakhavo: "ท่านทั้งหลายจงตัดป่า (กิเลส) อย่าตัดต้นไม้ ภัยย่อมเกิดจากป่า ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านจงตัดป่า และสิ่งที่ตั้งอยู่ในป่า แล้วเป็นผู้ไม่มีป่าเถิด"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ           วนโต ชายตี ภยํเฉตฺวา วนญฺจ วนถญฺจ     นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว” (แปลความว่า: ท่านทั้งหลายจงตัดป่า (กิเลส) อย่าตัดต้นไม้ ภัยย่อมเกิดจากป่า ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านจงตัดป่า และสิ่งที่ตั้งอยู่ในป่า แล้วเป็นผู้ไม่มีป่าเถิด.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ม.อุป. 14/385)

กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย

Roman: Kamamṃ satate vibhajati yadidṃ hīnapapaṇītatāy
“กรรมย่อมจำแนกสัตว์ คือให้ทรามและประณีต”
EN: “Reflecting upon Kamamṃ satate vibhajati yadidṃ hīnapapaṇītatāy: "กรรมย่อมจำแนกสัตว์ คือให้ทรามและประณีต"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย” (แปลความว่า: กรรมย่อมจำแนกสัตว์ คือให้ทรามและประณีต) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ม.อุป. 14/385)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (นัย- สํ.ส. 15/68)

ยงฺกิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ น ตํ โหติ มหปฺผลํ

Roman: Yaṅakiñaci sithilṃ kamamṃ n tṃ hoti mahapaphalṃ
“การงานอะไร ๆ ที่ย่อหย่อน ย่อมไม่มีผลมาก”
EN: “Reflecting upon Yaṅakiñaci sithilṃ kamamṃ n tṃ hoti mahapaphalṃ: "การงานอะไร ๆ ที่ย่อหย่อน ย่อมไม่มีผลมาก"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ยงฺกิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ น ตํ โหติ มหปฺผลํ” (แปลความว่า: การงานอะไร ๆ ที่ย่อหย่อน ย่อมไม่มีผลมาก) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((นัย- สํ.ส. 15/68)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (วิ.จุล. 7/195, ขุ.อุ. 25/167)

สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ

Roman: Sāni kamamāni nayanati dugagatึ
“กรรมชั่วของตนเอง ย่อมนำไปสู่ทุคติ”
EN: “Reflecting upon Sāni kamamāni nayanati dugagatึ: "กรรมชั่วของตนเอง ย่อมนำไปสู่ทุคติ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ” (แปลความว่า: กรรมชั่วของตนเอง ย่อมนำไปสู่ทุคติ) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((วิ.จุล. 7/195, ขุ.อุ. 25/167)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (วิ.จุล. 7/195, ขุ.อุ. 25/167)

สุกรํ สาธุนา สาธุ

Roman: Sukarṃ sādhunā sādhu
“ความดี อันคนดีทำง่าย”
EN: “Reflecting upon Sukarṃ sādhunā sādhu: "ความดี อันคนดีทำง่าย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สุกรํ สาธุนา สาธุ” (แปลความว่า: ความดี อันคนดีทำง่าย) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((วิ.จุล. 7/195, ขุ.อุ. 25/167)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (วิ.จุล. 7/195, ขุ.อุ. 25/167)

สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ

Roman: Sādhu pāpen dukakarṃ
“ความดี อันคนชั่วทำยาก”
EN: “Reflecting upon Sādhu pāpen dukakarṃ: "ความดี อันคนชั่วทำยาก"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ” (แปลความว่า: ความดี อันคนชั่วทำยาก) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((วิ.จุล. 7/195, ขุ.อุ. 25/167)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/68, ขุ.ธ. 25/56)

อกตํ ทุกฺกฏํ เสยฺโย

Roman: Akatṃ dukakaṭṃ seyayo
“ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า”
EN: “Reflecting upon Akatṃ dukakaṭṃ seyayo: "ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อกตํ ทุกฺกฏํ เสยฺโย” (แปลความว่า: ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/68, ขุ.ธ. 25/56)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/68, ขุ.ธ. 25/56)

ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกฏํ

Roman: Pacachā tapapati dukakaṭṃ
“ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง”
EN: “Reflecting upon Pacachā tapapati dukakaṭṃ: "ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกฏํ” (แปลความว่า: ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/68, ขุ.ธ. 25/56)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/68, ขุ.ธ. 25/56)

กตญฺจ สุกตํ เสยฺโย

Roman: Katañac sukatṃ seyayo
“ทำความดีไว้ ย่อมจะดีกว่า”
EN: “Reflecting upon Katañac sukatṃ seyayo: "ทำความดีไว้ ย่อมจะดีกว่า"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กตญฺจ สุกตํ เสยฺโย” (แปลความว่า: ทำความดีไว้ ย่อมจะดีกว่า) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/68, ขุ.ธ. 25/56)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/81, ขุ.ธ. 25/23)

น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ

Roman: N tṃ kamamṃ katṃ sādhu yṃ katavā anutapapati
“ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี”
EN: “Reflecting upon N tṃ kamamṃ katṃ sādhu yṃ katavā anutapapati: "ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ” (แปลความว่า: ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/81, ขุ.ธ. 25/23)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/81, ขุ.ธ. 25/23)

ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ

Roman: Tañac kamamṃ katṃ sādhu yṃ katavā nānutapapati
“ทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นแล เป็นดี”
EN: “Reflecting upon Tañac kamamṃ katṃ sādhu yṃ katavā nānutapapati: "ทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นแล เป็นดี"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ” (แปลความว่า: ทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นแล เป็นดี) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/81, ขุ.ธ. 25/23)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

หน้า 17 จาก 28 (ทั้งหมด 445 บท)
Advertisement / สนับสนุนโดย
สัมผัสความสงบภายในผ่านการเจริญสติและวิปัสสนากรรมฐาน

พุทธศาสนสุภาษิตมิใช่เพียงบทกวีทางปรัชญาโบราณ แต่คือ "แผนที่นำทางสู่การตื่นรู้" ทุกถ้อยคำสามารถนำมาเป็นอารมณ์ในการพิจารณากรรมฐาน เชื่อมโยงจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

คัดลอกพุทธสุภาษิตเรียบร้อยแล้ว