Logo
Bright from Within
Vipassana, Ecology & Inner Wisdom
กัมมวรรค (หมวดกรรม)

โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโทตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิราทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี

Roman script: Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī
คำอ่าน: โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโทตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิราทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี
“ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ.”
EN: “Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"”
แชร์ Facebook แชร์ Line
เข้าชม 171 ครั้ง
Advertisement / สนับสนุนโดย

ที่มาในพระไตรปิฎก & พุทธประวัติ

พระไตรปิฎกอ้างอิง:
พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ปรากฏในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

จำแนกคำศัพท์ภาษาบาลีทีละคำ

คำบาลี คำอ่าน ความหมายภาษาไทย ความหมายภาษาอังกฤษ
โย
Yo
โย ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
เว
Ve
เว ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
อวิทฺวา
Avidavā
อวิทฺวา ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
อุปธึ
Upadhึ
อุปธึ ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
กโรติปุนปฺปุนํ
Karotipunapapunṃ
กโรติปุนปฺปุนํ ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
ทุกฺขมุเปติ
Dukakhamupeti
ทุกฺขมุเปติ ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
มนฺโทตสฺมา
Manadotasamā
มนฺโทตสฺมา ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
ปชานํ
Pajānṃ
ปชานํ ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
อุปธึ
Upadhึ
อุปธึ ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
น
N
น ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
กยิราทุกฺขสฺส
Kayirādukakhasas
กยิราทุกฺขสฺส ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
ชาติปฺปภวานุปสฺสี
Jātipapabhavānupasasī
ชาติปฺปภวานุปสฺสี ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ. Reflecting upon Yo ve avidavā upadhึ karotipunapapunṃ dukakhamupeti manadotasamā pajānṃ upadhึ n kayirādukakhasas jātipapabhavānupasasī: "ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ"
Advertisement / สนับสนุนโดย

คำอธิบายและบทวิเคราะห์ธรรมะ

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโทตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิราทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี” (แปลความว่า: ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

ข้อคิดและการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

  • �� น้อมนำข้อคิดจาก “ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ.” มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวัน
  • �� ฝึกสังเกตอารมณ์และความคิดของตนเองอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส
  • �� พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง มีความเมตตาและเกื้อกูลต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

มิติแห่งการเจริญสติ & วิปัสสนากรรมฐาน

ในเชิงวิปัสสนากรรมฐาน พุทธสุภาษิตบทนี้เป็นบาทฐานแห่งการเจริญสติปัฏฐาน เมื่อกำหนดรู้รูปนามที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง จิตจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น นำไปสู่ความสงบเย็นอันแท้จริง

Advertisement / สนับสนุนโดย
เรียนรู้ธรรมะร่วมสมัย

อ่านบทความวิชาการ การบูรณาการวิปัสสนา และการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้สู่สังคม

เข้าสู่คลังบทความ
Advertisement / สนับสนุนโดย
คัดลอกพุทธสุภาษิตเรียบร้อยแล้ว