Logo
Bright from Within
Vipassana, Ecology & Inner Wisdom
พุทธศาสนสุภาษิต พระไตรปิฎก (SQLite Powered)

พุทธศาสนสุภาษิตสอนใจ

คลังพุทธพจน์ภาษาบาลีพร้อมคำแปล ถอดรหัสธรรมะสู่การเจริญสติ วิปัสสนากรรมฐาน และการดำเนินชีวิตอย่างสันโดษและผาสุก

ทั้งหมด 445 สันตุฏฐิวรรค (หมวดความสันโดษ & วิเวก) 17 สัทธาวรรค (หมวดศรัทธา & ความเชื่อมั่น) 10 จิตตวรรค (หมวดจิต & ความคิด) 8 ธัมมวรรค (หมวดธรรมะ & ความจริง) 5 ปัญญาวรรค (หมวดปัญญา) 5 ลาภวรรค (หมวดลาภ & การได้มา) 5 สีลวรรค (หมวดศีล) 5 ทานวรรค (หมวดทาน) 8 อัตตวรรค (หมวดตน) 13 กัมมวรรค (หมวดกรรม) 148 ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) 48 วายามวรรค (หมวดความเพียร) 5 อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) 30 โกธวรรค (หมวดความโกรธ) 66 เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) 33 มิตตวรรค (หมวดมิตร) 5 วาจาวรรค (หมวดวาจา) 5 ปุญญวรรค (หมวดบุญ) 5 ปาปวรรค (หมวดบาป) 5 สุขวรรค (หมวดความสุข) 5 ทุกขวรรค (หมวดทุกข์) 9 ปกิณณกวรรค (หมวดเบ็ดเตล็ด) 5
แสดง 16 จากทั้งหมด 445 บท
กดไอคอนลำโพงเพื่อฟังเสียงอ่าน
กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อถ ปาปานิ กมฺมานิ       กรํ พาโล น พุชฺฌติเสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ     อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ

Roman: Ath pāpāni kamamāni       karṃ bālo n bujajhatisehi kamamehi dumamedho     agagidaḍaḍhov tapapati
“เมื่อคนโง่มีปัญญาทราม ทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก เขาเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้.”
EN: “Reflecting upon Ath pāpāni kamamāni       karṃ bālo n bujajhatisehi kamamehi dumamedho     agagidaḍaḍhov tapapati: "เมื่อคนโง่มีปัญญาทราม ทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก เขาเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อถ ปาปานิ กมฺมานิ       กรํ พาโล น พุชฺฌติเสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ     อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ” (แปลความว่า: เมื่อคนโง่มีปัญญาทราม ทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก เขาเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ยาทิสํ วปเต พีชํ             ตาทิสํ ลภเต ผลํกลฺยาณการี กลฺยาณํ     ปาปการี จ ปาปกํ

Roman: Yādisṃ vapate bījṃ             tādisṃ labhate phalṃkalayāṇakārī kalayāṇṃ     pāpakārī c pāpakṃ
“บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว.”
EN: “Reflecting upon Yādisṃ vapate bījṃ             tādisṃ labhate phalṃkalayāṇakārī kalayāṇṃ     pāpakārī c pāpakṃ: "บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ยาทิสํ วปเต พีชํ             ตาทิสํ ลภเต ผลํกลฺยาณการี กลฺยาณํ     ปาปการี จ ปาปกํ” (แปลความว่า: บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ     กตตฺโถ นาวพุชฺฌติอตฺถา ตสฺส ปลุชฺชนฺติ       เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา

Roman: Yo pubabe katakalayāṇo     katatatho nāvabujajhatiatathā tasas palujajanati       ye honati abhipatathitā
“ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แต่ไม่รู้สึก (คุณของเขา) ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย.”
EN: “Reflecting upon Yo pubabe katakalayāṇo     katatatho nāvabujajhatiatathā tasas palujajanati       ye honati abhipatathitā: "ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แต่ไม่รู้สึก (คุณของเขา) ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ     กตตฺโถ นาวพุชฺฌติอตฺถา ตสฺส ปลุชฺชนฺติ       เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา” (แปลความว่า: ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แต่ไม่รู้สึก (คุณของเขา) ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมฉิบหาย.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ     กตตฺโถ มนุพุชฺฌติอตฺถา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ      เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา

Roman: Yo pubabe katakalayāṇo     katatatho manubujajhatiatathā tasas pavaḍaḍhanati      ye honati abhipatathitā
“ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน ย่อมสำนึก (คุณของเขา) ได้ ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ.”
EN: “Reflecting upon Yo pubabe katakalayāṇo     katatatho manubujajhatiatathā tasas pavaḍaḍhanati      ye honati abhipatathitā: "ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน ย่อมสำนึก (คุณของเขา) ได้ ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ     กตตฺโถ มนุพุชฺฌติอตฺถา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ      เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา” (แปลความว่า: ผู้ใด อันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน ย่อมสำนึก (คุณของเขา) ได้ ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โย ปุพฺเพ กรณียานิ     ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติวรุณกฏฺฐํ ภญฺโชว       ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ

Roman: Yo pubabe karaṇīyāni     pacachā so kātumicachativaruṇakaṭaṭhṃ bhañajov       s pacachā anutapapati
“ผู้ใด ปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้น ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ดุจมาณพ (ผู้ประมาทแล้วรีบ) หักไม้กุ่มฉะนั้น.”
EN: “Reflecting upon Yo pubabe karaṇīyāni     pacachā so kātumicachativaruṇakaṭaṭhṃ bhañajov       s pacachā anutapapati: "ผู้ใด ปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้น ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ดุจมาณพ (ผู้ประมาทแล้วรีบ) หักไม้กุ่มฉะนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โย ปุพฺเพ กรณียานิ     ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติวรุณกฏฺฐํ ภญฺโชว       ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ” (แปลความว่า: ผู้ใด ปรารถนาทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้น ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ดุจมาณพ (ผู้ประมาทแล้วรีบ) หักไม้กุ่มฉะนั้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

สเจ ปุพฺเพกตเหตุ     สุขทุกฺขํ นิคจฺฉติโปราณกํ กตํ ปาปํ     ตเมโส มุญฺจเต อิณํ

Roman: Sace pubabekatahetu     sukhadukakhṃ nigacachatiporāṇakṃ katṃ pāpṃ     tameso muñacate iṇṃ
“ถ้าประสบสุขทุกข์ เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น.”
EN: “Reflecting upon Sace pubabekatahetu     sukhadukakhṃ nigacachatiporāṇakṃ katṃ pāpṃ     tameso muñacate iṇṃ: "ถ้าประสบสุขทุกข์ เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สเจ ปุพฺเพกตเหตุ     สุขทุกฺขํ นิคจฺฉติโปราณกํ กตํ ปาปํ     ตเมโส มุญฺจเต อิณํ” (แปลความว่า: ถ้าประสบสุขทุกข์ เพราะบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

สุขกามานิ ภูตานิ        โย ทณฺเฑน วิหึสติอตฺตโน สุขเมสาโน     เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ

Roman: Sukhakāmāni bhūtāni        yo daṇaḍen vihึsatiatatano sukhamesāno     pecac so n labhate sukhṃ
“สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใด แสวงหาความสุขเพื่อตน เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมไม่ได้สุข.”
EN: “Reflecting upon Sukhakāmāni bhūtāni        yo daṇaḍen vihึsatiatatano sukhamesāno     pecac so n labhate sukhṃ: "สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใด แสวงหาความสุขเพื่อตน เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมไม่ได้สุข"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สุขกามานิ ภูตานิ        โย ทณฺเฑน วิหึสติอตฺตโน สุขเมสาโน     เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ” (แปลความว่า: สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใด แสวงหาความสุขเพื่อตน เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมไม่ได้สุข.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

สันตุฏฐิวรรค (หมวดความสันโดษ & วิเวก) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

สุขกามานิ ภูตานิ        โย ทณฺเฑน น หึสติอตฺตโน สุขเมสาโน     เปจฺจ โส ลภเต สุขํ

Roman: Sukhakāmāni bhūtāni        yo daṇaḍen n hึsatiatatano sukhamesāno     pecac so labhate sukhṃ
“สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใด แสวงหาความสุขเพื่อตน ไม่เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมได้สุข.”
EN: “Reflecting upon Sukhakāmāni bhūtāni        yo daṇaḍen n hึsatiatatano sukhamesāno     pecac so labhate sukhṃ: "สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใด แสวงหาความสุขเพื่อตน ไม่เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมได้สุข"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สุขกามานิ ภูตานิ        โย ทณฺเฑน น หึสติอตฺตโน สุขเมสาโน     เปจฺจ โส ลภเต สุขํ” (แปลความว่า: สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใด แสวงหาความสุขเพื่อตน ไม่เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมได้สุข.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ     อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณสุสํวิหิตกมฺมนฺโต             ส ราชวสตึ วเส

Roman: Uṭaṭhātā kamamadheyayesu     apapamatato vicakakhaṇosusṃvihitakamamanato             s rājavasatึ vase
“ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงานเรียบร้อย จึงควรอยู่ในราชการ.”
EN: “Reflecting upon Uṭaṭhātā kamamadheyayesu     apapamatato vicakakhaṇosusṃvihitakamamanato             s rājavasatึ vase: "ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงานเรียบร้อย จึงควรอยู่ในราชการ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อุฏฺฐาตา กมฺมเธยฺเยสุ     อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณสุสํวิหิตกมฺมนฺโต             ส ราชวสตึ วเส” (แปลความว่า: ผู้หมั่นในการงาน ไม่ประมาท เป็นผู้รอบคอบ จัดการงานเรียบร้อย จึงควรอยู่ในราชการ.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา     น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํน ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ      ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย

Roman: Pāpañace puriso kayirā     n nṃ kayirā punapapunṃn tamahi chanadṃ kayirāth      dukakho pāpasas ucacayo
“ถ้าคนพึงทำบาป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อย ๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้.”
EN: “Reflecting upon Pāpañace puriso kayirā     n nṃ kayirā punapapunṃn tamahi chanadṃ kayirāth      dukakho pāpasas ucacayo: "ถ้าคนพึงทำบาป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อย ๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา     น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํน ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ      ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย” (แปลความว่า: ถ้าคนพึงทำบาป ก็ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อย ๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ     กตตฺโถ นาวพุชฺฌติปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน     กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ

Roman: Yo pubabe katakalayāṇo     katatatho nāvabujajhatipacachā kicace samupapanane     katatārṃ nādhigacachati
“ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง (บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้.”
EN: “Reflecting upon Yo pubabe katakalayāṇo     katatatho nāvabujajhatipacachā kicace samupapanane     katatārṃ nādhigacachati: "ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง (บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ     กตตฺโถ นาวพุชฺฌติปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน     กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ” (แปลความว่า: ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง (บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส     สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโนอตฺตานํ อุปมํ กตฺวา           น หเนยฺย น ฆาตเย

Roman: Sababe tasanati daṇaḍasas     sababe bhāyanati macacunoatatānṃ upamṃ katavā           n haneyay n ghātaye
“สัตว์ทั้งปวง หวาดต่ออาชญา ล้วนกลัวต่อความตาย ควรทำตนให้เป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่า.”
EN: “Reflecting upon Sababe tasanati daṇaḍasas     sababe bhāyanati macacunoatatānṃ upamṃ katavā           n haneyay n ghātaye: "สัตว์ทั้งปวง หวาดต่ออาชญา ล้วนกลัวต่อความตาย ควรทำตนให้เป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่า"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส     สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโนอตฺตานํ อุปมํ กตฺวา           น หเนยฺย น ฆาตเย” (แปลความว่า: สัตว์ทั้งปวง หวาดต่ออาชญา ล้วนกลัวต่อความตาย ควรทำตนให้เป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่า.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ     มาลุวา สาลมิโวตฺถตํกโรติ โส ตถตฺตานํ     ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส

Roman: Yasas acacanatadusasīlayṃ     māluvā sālamivotathatṃkaroti so tathatatānṃ     yathā nṃ icachatī diso
“[คำอ่าน]”
EN: “Reflecting upon Yasas acacanatadusasīlayṃ     māluvā sālamivotathatṃkaroti so tathatatānṃ     yathā nṃ icachatī diso: "[คำอ่าน]"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ     มาลุวา สาลมิโวตฺถตํกโรติ โส ตถตฺตานํ     ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส” (แปลความว่า: [คำอ่าน]) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

โกธวรรค (หมวดความโกรธ) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ     นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํนตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา     วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา

Roman: Natathi atatasamṃ pemṃ     natathi dhañañasamṃ dhanṃnatathi pañañāsamā ābhā     vuṭaṭhi ve paramā sarā
“[คำอ่าน]”
EN: “Reflecting upon Natathi atatasamṃ pemṃ     natathi dhañañasamṃ dhanṃnatathi pañañāsamā ābhā     vuṭaṭhi ve paramā sarā: "[คำอ่าน]"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ     นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํนตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา     วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา” (แปลความว่า: [คำอ่าน]) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ     โก หิ นาโถ ปโร สิยาอตฺตนา หิ สุทนฺเตน     นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ

Roman: Atatā hi atatano nātho     ko hi nātho paro siyāatatanā hi sudanaten     nāthṃ labhati dulalabhṃ
“[คำอ่าน]”
EN: “Reflecting upon Atatā hi atatano nātho     ko hi nātho paro siyāatatanā hi sudanaten     nāthṃ labhati dulalabhṃ: "[คำอ่าน]"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ     โก หิ นาโถ ปโร สิยาอตฺตนา หิ สุทนฺเตน     นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ” (แปลความว่า: [คำอ่าน]) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน     สญฺญเมน ทเมน จทีปํ กยิราถ เมธาวี        ยํ โอโฆ นาภิกีรติ

Roman: Uṭaṭhānenapapamāden     sañañamen damen cadīpṃ kayirāth medhāvī        yṃ ogho nābhikīrati
“คนมีปัญญา พึงสร้างเกาะที่น้ำหลากมาท่วมไม่ได้ ด้วยความหมั่น ความไม่ประมาท ความสำรวม และความข่มใจ.”
EN: “Reflecting upon Uṭaṭhānenapapamāden     sañañamen damen cadīpṃ kayirāth medhāvī        yṃ ogho nābhikīrati: "คนมีปัญญา พึงสร้างเกาะที่น้ำหลากมาท่วมไม่ได้ ด้วยความหมั่น ความไม่ประมาท ความสำรวม และความข่มใจ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน     สญฺญเมน ทเมน จทีปํ กยิราถ เมธาวี        ยํ โอโฆ นาภิกีรติ” (แปลความว่า: คนมีปัญญา พึงสร้างเกาะที่น้ำหลากมาท่วมไม่ได้ ด้วยความหมั่น ความไม่ประมาท ความสำรวม และความข่มใจ.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

หน้า 19 จาก 28 (ทั้งหมด 445 บท)
Advertisement / สนับสนุนโดย
สัมผัสความสงบภายในผ่านการเจริญสติและวิปัสสนากรรมฐาน

พุทธศาสนสุภาษิตมิใช่เพียงบทกวีทางปรัชญาโบราณ แต่คือ "แผนที่นำทางสู่การตื่นรู้" ทุกถ้อยคำสามารถนำมาเป็นอารมณ์ในการพิจารณากรรมฐาน เชื่อมโยงจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

คัดลอกพุทธสุภาษิตเรียบร้อยแล้ว