Logo
Bright from Within
Vipassana, Ecology & Inner Wisdom
พุทธศาสนสุภาษิต พระไตรปิฎก (SQLite Powered)

พุทธศาสนสุภาษิตสอนใจ

คลังพุทธพจน์ภาษาบาลีพร้อมคำแปล ถอดรหัสธรรมะสู่การเจริญสติ วิปัสสนากรรมฐาน และการดำเนินชีวิตอย่างสันโดษและผาสุก

ทั้งหมด 445 สันตุฏฐิวรรค (หมวดความสันโดษ & วิเวก) 17 สัทธาวรรค (หมวดศรัทธา & ความเชื่อมั่น) 10 จิตตวรรค (หมวดจิต & ความคิด) 8 ธัมมวรรค (หมวดธรรมะ & ความจริง) 5 ปัญญาวรรค (หมวดปัญญา) 5 ลาภวรรค (หมวดลาภ & การได้มา) 5 สีลวรรค (หมวดศีล) 5 ทานวรรค (หมวดทาน) 8 อัตตวรรค (หมวดตน) 13 กัมมวรรค (หมวดกรรม) 148 ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) 48 วายามวรรค (หมวดความเพียร) 5 อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) 30 โกธวรรค (หมวดความโกรธ) 66 เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) 33 มิตตวรรค (หมวดมิตร) 5 วาจาวรรค (หมวดวาจา) 5 ปุญญวรรค (หมวดบุญ) 5 ปาปวรรค (หมวดบาป) 5 สุขวรรค (หมวดความสุข) 5 ทุกขวรรค (หมวดทุกข์) 9 ปกิณณกวรรค (หมวดเบ็ดเตล็ด) 5
แสดง 16 จากทั้งหมด 445 บท
กดไอคอนลำโพงเพื่อฟังเสียงอ่าน
กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ขุ.ธ. 25/37)

สุกรานิ อสาธูนิ อตฺตโน อหิตานิ จ

Roman: Sukarāni asādhūni atatano ahitāni c
“การที่ไม่ดี และไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย”
EN: “Reflecting upon Sukarāni asādhūni atatano ahitāni c: "การที่ไม่ดี และไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สุกรานิ อสาธูนิ อตฺตโน อหิตานิ จ” (แปลความว่า: การที่ไม่ดี และไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ขุ.ธ. 25/37)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ขุ.ธ. 25/37)

ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ ตํ เว ปรมทุกฺกรํ

Roman: Yṃ ve hitañac sādhuñac tṃ ve paramadukakarṃ
“การใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย การนั้นแล ทำได้ยากยิ่ง”
EN: “Reflecting upon Yṃ ve hitañac sādhuñac tṃ ve paramadukakarṃ: "การใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย การนั้นแล ทำได้ยากยิ่ง"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ ตํ เว ปรมทุกฺกรํ” (แปลความว่า: การใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย การนั้นแล ทำได้ยากยิ่ง) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ขุ.ธ. 25/37)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/104)

น หิ ตํ สุลภํ โหติ สุขํ ทุกฺกฏการินา

Roman: N hi tṃ sulabhṃ hoti sukhṃ dukakaṭakārinā
“สุขไม่เป็นผลอันคนทำความชั่วจะได้ง่าย”
EN: “Reflecting upon N hi tṃ sulabhṃ hoti sukhṃ dukakaṭakārinā: "สุขไม่เป็นผลอันคนทำความชั่วจะได้ง่าย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “น หิ ตํ สุลภํ โหติ สุขํ ทุกฺกฏการินา” (แปลความว่า: สุขไม่เป็นผลอันคนทำความชั่วจะได้ง่าย) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/104)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/333, ขุ.ชา.ทุก. 27/84)

กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ

Roman: Kalayāṇakārī kalayāṇṃ pāpakārī c pāpakṃ
“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
EN: “Reflecting upon Kalayāṇakārī kalayāṇṃ pāpakārī c pāpakṃ: "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ” (แปลความว่า: ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/333, ขุ.ชา.ทุก. 27/84)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ม.ม. 13/648, ขุ.สุ. 25/457)

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก

Roman: Kamamunā vatatatī loko
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
EN: “Reflecting upon Kamamunā vatatatī loko: "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก” (แปลความว่า: สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ม.ม. 13/648, ขุ.สุ. 25/457)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

นิสมฺม กรณํ เสยฺโย

Roman: Nisamam karaṇṃ seyayo
“ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า”
EN: “Reflecting upon Nisamam karaṇṃ seyayo: "ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “นิสมฺม กรณํ เสยฺโย” (แปลความว่า: ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

กตสฺส นตฺถิ ปฏิการํ

Roman: Katasas natathi paṭikārṃ
“สิ่งที่ทำแล้ว ทำคืนไม่ได้เลย”
EN: “Reflecting upon Katasas natathi paṭikārṃ: "สิ่งที่ทำแล้ว ทำคืนไม่ได้เลย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กตสฺส นตฺถิ ปฏิการํ” (แปลความว่า: สิ่งที่ทำแล้ว ทำคืนไม่ได้เลย) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/81)

ปฏิกจฺเจว ตํ กยิรา ยํ ชญฺญา หิตมตฺตโน

Roman: Paṭikacacev tṃ kayirā yṃ jañañā hitamatatano
“รู้ว่าการใดเป็นประโยชน์แก่ตน พึงรีบทำการนั้นเทียว”
EN: “Reflecting upon Paṭikacacev tṃ kayirā yṃ jañañā hitamatatano: "รู้ว่าการใดเป็นประโยชน์แก่ตน พึงรีบทำการนั้นเทียว"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ปฏิกจฺเจว ตํ กยิรา ยํ ชญฺญา หิตมตฺตโน” (แปลความว่า: รู้ว่าการใดเป็นประโยชน์แก่ตน พึงรีบทำการนั้นเทียว) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/81)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/67, ขุ.ธ. 25/56)

กยิรา เจ กยิราเถนํ

Roman: Kayirā ce kayirāthenṃ
“ถ้าจะทำ ก็พึงทำการนั้นจริง”
EN: “Reflecting upon Kayirā ce kayirāthenṃ: "ถ้าจะทำ ก็พึงทำการนั้นจริง"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กยิรา เจ กยิราเถนํ” (แปลความว่า: ถ้าจะทำ ก็พึงทำการนั้นจริง) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/67, ขุ.ธ. 25/56)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ขุ.ชา.ทสก. 27/272)

กเรยฺย วากฺยํ อนุกมฺปกานํ

Roman: Kareyay vākayṃ anukamapakānṃ
“ควรทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดู”
EN: “Reflecting upon Kareyay vākayṃ anukamapakānṃ: "ควรทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดู"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กเรยฺย วากฺยํ อนุกมฺปกานํ” (แปลความว่า: ควรทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดู) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ขุ.ชา.ทสก. 27/272)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

กาลานุรูปํว ธุรํ นิยุญฺเช

Roman: Kālānurūpṃv dhurṃ niyuñaje
“พึงประกอบธุระให้เหมาะแก่กาลเทียว”
EN: “Reflecting upon Kālānurūpṃv dhurṃ niyuñaje: "พึงประกอบธุระให้เหมาะแก่กาลเทียว"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กาลานุรูปํว ธุรํ นิยุญฺเช” (แปลความว่า: พึงประกอบธุระให้เหมาะแก่กาลเทียว) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

รกฺเขยฺย อตฺตโน สาธุํ ลวณํ โลณตํ ยถา

Roman: Rakakheyay atatano sādhuํ lavaṇṃ loṇatṃ yathā
“พึงรักษาความดีของตนไว้ เหมือนเกลือรักษาความเค็ม”
EN: “Reflecting upon Rakakheyay atatano sādhuํ lavaṇṃ loṇatṃ yathā: "พึงรักษาความดีของตนไว้ เหมือนเกลือรักษาความเค็ม"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “รกฺเขยฺย อตฺตโน สาธุํ ลวณํ โลณตํ ยถา” (แปลความว่า: พึงรักษาความดีของตนไว้ เหมือนเกลือรักษาความเค็ม) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ขุ.ชา.ทสก. 27/84)

กิจฺจานุกุพฺพสฺส กเรยฺย กิจฺจํ

Roman: Kicacānukubabasas kareyay kicacṃ
“พึงทำกิจแก่ผู้ช่วยทำกิจ”
EN: “Reflecting upon Kicacānukubabasas kareyay kicacṃ: "พึงทำกิจแก่ผู้ช่วยทำกิจ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กิจฺจานุกุพฺพสฺส กเรยฺย กิจฺจํ” (แปลความว่า: พึงทำกิจแก่ผู้ช่วยทำกิจ) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ขุ.ชา.ทสก. 27/84)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ขุ.ชา.ทสก. 27/84)

นานตฺถกามสฺส กเรยฺย อตฺถํ

Roman: Nānatathakāmasas kareyay atathṃ
“ไม่พึงทำประโยชน์แก่ผู้มุ่งความพินาศ”
EN: “Reflecting upon Nānatathakāmasas kareyay atathṃ: "ไม่พึงทำประโยชน์แก่ผู้มุ่งความพินาศ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “นานตฺถกามสฺส กเรยฺย อตฺถํ” (แปลความว่า: ไม่พึงทำประโยชน์แก่ผู้มุ่งความพินาศ) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ขุ.ชา.ทสก. 27/84)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

มา จ สาวชฺชมาคมา

Roman: Mā c sāvajajamāgamā
“อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย”
EN: “Reflecting upon Mā c sāvajajamāgamā: "อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “มา จ สาวชฺชมาคมา” (แปลความว่า: อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อติสีตํ อติอุณฺหํ            อติสายมิทํ อหุอิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต     อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว

Roman: Atisītṃ atiuṇahṃ            atisāyamidṃ ahuiti visasaṭaṭhakamamanate     atathā acacenati māṇave
“ประโยชน์ทั้งหลาย ย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน ด้วยอ้างว่า หนาวนัก ร้อนนัก เย็นเสียแล้ว.”
EN: “Reflecting upon Atisītṃ atiuṇahṃ            atisāyamidṃ ahuiti visasaṭaṭhakamamanate     atathā acacenati māṇave: "ประโยชน์ทั้งหลาย ย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน ด้วยอ้างว่า หนาวนัก ร้อนนัก เย็นเสียแล้ว"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อติสีตํ อติอุณฺหํ            อติสายมิทํ อหุอิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต     อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว” (แปลความว่า: ประโยชน์ทั้งหลาย ย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน ด้วยอ้างว่า หนาวนัก ร้อนนัก เย็นเสียแล้ว.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

หน้า 18 จาก 28 (ทั้งหมด 445 บท)
Advertisement / สนับสนุนโดย
สัมผัสความสงบภายในผ่านการเจริญสติและวิปัสสนากรรมฐาน

พุทธศาสนสุภาษิตมิใช่เพียงบทกวีทางปรัชญาโบราณ แต่คือ "แผนที่นำทางสู่การตื่นรู้" ทุกถ้อยคำสามารถนำมาเป็นอารมณ์ในการพิจารณากรรมฐาน เชื่อมโยงจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

คัดลอกพุทธสุภาษิตเรียบร้อยแล้ว