Logo
Bright from Within
Vipassana, Ecology & Inner Wisdom
พุทธศาสนสุภาษิต พระไตรปิฎก (SQLite Powered)

พุทธศาสนสุภาษิตสอนใจ

คลังพุทธพจน์ภาษาบาลีพร้อมคำแปล ถอดรหัสธรรมะสู่การเจริญสติ วิปัสสนากรรมฐาน และการดำเนินชีวิตอย่างสันโดษและผาสุก

ทั้งหมด 445 สันตุฏฐิวรรค (หมวดความสันโดษ & วิเวก) 17 สัทธาวรรค (หมวดศรัทธา & ความเชื่อมั่น) 10 จิตตวรรค (หมวดจิต & ความคิด) 8 ธัมมวรรค (หมวดธรรมะ & ความจริง) 5 ปัญญาวรรค (หมวดปัญญา) 5 ลาภวรรค (หมวดลาภ & การได้มา) 5 สีลวรรค (หมวดศีล) 5 ทานวรรค (หมวดทาน) 8 อัตตวรรค (หมวดตน) 13 กัมมวรรค (หมวดกรรม) 148 ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) 48 วายามวรรค (หมวดความเพียร) 5 อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) 30 โกธวรรค (หมวดความโกรธ) 66 เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) 33 มิตตวรรค (หมวดมิตร) 5 วาจาวรรค (หมวดวาจา) 5 ปุญญวรรค (หมวดบุญ) 5 ปาปวรรค (หมวดบาป) 5 สุขวรรค (หมวดความสุข) 5 ทุกขวรรค (หมวดทุกข์) 9 ปกิณณกวรรค (หมวดเบ็ดเตล็ด) 5
แสดง 16 จากทั้งหมด 445 บท
กดไอคอนลำโพงเพื่อฟังเสียงอ่าน
อัตตวรรค (หมวดตน) (ม.ม. 13/411, ขุ.เถร. 26/377)

อูนา ว หุตฺวาน ชหนฺติ เทหํ

Roman: ūnā v hutavān jahanati dehṃ
“ผู้บริโภคกาม เป็นผู้พร่อง ละร่างกายไป”
EN: “Reflecting upon ūnā v hutavān jahanati dehṃ: "ผู้บริโภคกาม เป็นผู้พร่อง ละร่างกายไป"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อูนา ว หุตฺวาน ชหนฺติ เทหํ” (แปลความว่า: ผู้บริโภคกาม เป็นผู้พร่อง ละร่างกายไป) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ม.ม. 13/411, ขุ.เถร. 26/377)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) (ขุ.ธ. 25/63)

โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ

Roman: Bhogataṇahāy dumamedho hanati añañev atatanṃ
“ผู้มีปัญญาทราม ย่อมฆ่าตนเองเหมือนฆ่าผู้อื่น เพราะอยากได้โภคทรัพย์”
EN: “Reflecting upon Bhogataṇahāy dumamedho hanati añañev atatanṃ: "ผู้มีปัญญาทราม ย่อมฆ่าตนเองเหมือนฆ่าผู้อื่น เพราะอยากได้โภคทรัพย์"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ” (แปลความว่า: ผู้มีปัญญาทราม ย่อมฆ่าตนเองเหมือนฆ่าผู้อื่น เพราะอยากได้โภคทรัพย์) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ขุ.ธ. 25/63)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) (วิ.จุล. 7/400, องฺ.จตุกฺก. 21/93)

อวิชฺชนิวุตา โปสา

Roman: Avijajanivutā posā
“คนทั้งหลาย ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้”
EN: “Reflecting upon Avijajanivutā posā: "คนทั้งหลาย ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อวิชฺชนิวุตา โปสา” (แปลความว่า: คนทั้งหลาย ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((วิ.จุล. 7/400, องฺ.จตุกฺก. 21/93)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

โกธวรรค (หมวดความโกรธ) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

กามา กฏุกา อาสีวิสูปมา     เยสุ มุจฺฉิตา พาลาเต ทีฆรตฺตํ นิรเย                 สมปฺปิตา หญฺญนฺเต ทุกฺขิตา

Roman: Kāmā kaṭukā āsīvisūpamā     yesu mucachitā bālāte dīgharatatṃ niraye                 samapapitā hañañanate dukakhitā
“กามทั้งหลาย เป็นของเผ็ดร้อน เหมือนงูพิษ เป็นที่คนโง่หมกมุ่น เขาต้องแออัดทุกข์ยากอยู่ในนรกตลอดกาลนาน.”
EN: “Reflecting upon Kāmā kaṭukā āsīvisūpamā     yesu mucachitā bālāte dīgharatatṃ niraye                 samapapitā hañañanate dukakhitā: "กามทั้งหลาย เป็นของเผ็ดร้อน เหมือนงูพิษ เป็นที่คนโง่หมกมุ่น เขาต้องแออัดทุกข์ยากอยู่ในนรกตลอดกาลนาน"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กามา กฏุกา อาสีวิสูปมา     เยสุ มุจฺฉิตา พาลาเต ทีฆรตฺตํ นิรเย                 สมปฺปิตา หญฺญนฺเต ทุกฺขิตา” (แปลความว่า: กามทั้งหลาย เป็นของเผ็ดร้อน เหมือนงูพิษ เป็นที่คนโง่หมกมุ่น เขาต้องแออัดทุกข์ยากอยู่ในนรกตลอดกาลนาน.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี     อุนฺนฬา จาสมาหิตาน เต ธมฺเม วิรูหนฺติ         สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต

Roman: Kuhā thadadhā lapā siṅagī     unanaḷā cāsamāhitān te dhamame virūhanati         samamāsamabudadhadesite
“คนหลอกลวง เย่อหยิ่ง เพ้อเจ้อ ขี้โอ่ อวดดี และไม่ตั้งมั่น ย่อมไม่งอกงามในธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.”
EN: “Reflecting upon Kuhā thadadhā lapā siṅagī     unanaḷā cāsamāhitān te dhamame virūhanati         samamāsamabudadhadesite: "คนหลอกลวง เย่อหยิ่ง เพ้อเจ้อ ขี้โอ่ อวดดี และไม่ตั้งมั่น ย่อมไม่งอกงามในธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี     อุนฺนฬา จาสมาหิตาน เต ธมฺเม วิรูหนฺติ         สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต” (แปลความว่า: คนหลอกลวง เย่อหยิ่ง เพ้อเจ้อ ขี้โอ่ อวดดี และไม่ตั้งมั่น ย่อมไม่งอกงามในธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

สัทธาวรรค (หมวดศรัทธา & ความเชื่อมั่น) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โกธสฺส วิสมูลสฺส     มธุรคฺคสฺส พฺราหฺมณวธํ อริยา ปสํสนฺติ     ตญฺหิ เฉตฺวา น โสจติ

Roman: Kodhasas visamūlasas     madhuragagasas barāhamaṇavadhṃ ariyā pasṃsanati     tañahi chetavā n socati
“ดูก่อนพราหมณ์ พระอริยเจ้าย่อมสรรเสริญผู้ฆ่าความโกรธ ซึ่งมีโคนเป็นพิษ ปลายหวาน เพราะคนตัดความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.”
EN: “Reflecting upon Kodhasas visamūlasas     madhuragagasas barāhamaṇavadhṃ ariyā pasṃsanati     tañahi chetavā n socati: "ดูก่อนพราหมณ์ พระอริยเจ้าย่อมสรรเสริญผู้ฆ่าความโกรธ ซึ่งมีโคนเป็นพิษ ปลายหวาน เพราะคนตัดความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โกธสฺส วิสมูลสฺส     มธุรคฺคสฺส พฺราหฺมณวธํ อริยา ปสํสนฺติ     ตญฺหิ เฉตฺวา น โสจติ” (แปลความว่า: ดูก่อนพราหมณ์ พระอริยเจ้าย่อมสรรเสริญผู้ฆ่าความโกรธ ซึ่งมีโคนเป็นพิษ ปลายหวาน เพราะคนตัดความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

นิทฺทํ น พหุลีกเรยฺยชาคริยํ ภเชยฺย อาตาปีตนฺทึ มายํ หสฺสํ ขิฑฺฑํเมถุนํ วิปฺปชเห สวิภูสํ

Roman: Nidadṃ n bahulīkareyayajāgariyṃ bhajeyay ātāpītanadึ māyṃ hasasṃ khiḍaḍṃmethunṃ vipapajahe savibhūsṃ
“ผู้มีความเพียรไม่พึงนอนมาก พึงเสพธรรมเครื่องตื่น พึงละความเกียจคร้าน มายา ความร่าเริง การเล่น และเมถุน พร้อมเครื่องประดับเสีย.”
EN: “Reflecting upon Nidadṃ n bahulīkareyayajāgariyṃ bhajeyay ātāpītanadึ māyṃ hasasṃ khiḍaḍṃmethunṃ vipapajahe savibhūsṃ: "ผู้มีความเพียรไม่พึงนอนมาก พึงเสพธรรมเครื่องตื่น พึงละความเกียจคร้าน มายา ความร่าเริง การเล่น และเมถุน พร้อมเครื่องประดับเสีย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “นิทฺทํ น พหุลีกเรยฺยชาคริยํ ภเชยฺย อาตาปีตนฺทึ มายํ หสฺสํ ขิฑฺฑํเมถุนํ วิปฺปชเห สวิภูสํ” (แปลความว่า: ผู้มีความเพียรไม่พึงนอนมาก พึงเสพธรรมเครื่องตื่น พึงละความเกียจคร้าน มายา ความร่าเริง การเล่น และเมถุน พร้อมเครื่องประดับเสีย.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส          นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโนอาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ     อารา โส อาสวกฺขยา

Roman: Paravajajānupasasisas          nicacṃ ujajhānasañañinoāsavā tasas vaḍaḍhanati     ārā so āsavakakhayā
“คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น อาสวะก็เพิ่มพูน เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ.”
EN: “Reflecting upon Paravajajānupasasisas          nicacṃ ujajhānasañañinoāsavā tasas vaḍaḍhanati     ārā so āsavakakhayā: "คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น อาสวะก็เพิ่มพูน เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส          นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโนอาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ     อารา โส อาสวกฺขยา” (แปลความว่า: คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น อาสวะก็เพิ่มพูน เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ      ปารคู โหติ พฺราหฺมโณอถสฺส สพฺเพ สํโยคา     อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต

Roman: Yadā davayesu dhamamesu      pāragū hoti barāhamaṇoathasas sababe sṃyogā     atathṃ gacachanati jānato
“เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรม 2 อย่าง เมื่อนั้น กิเลสเครื่องตรึงทั้งปวงของพราหมณ์ผู้รู้นั้น ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.”
EN: “Reflecting upon Yadā davayesu dhamamesu      pāragū hoti barāhamaṇoathasas sababe sṃyogā     atathṃ gacachanati jānato: "เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรม 2 อย่าง เมื่อนั้น กิเลสเครื่องตรึงทั้งปวงของพราหมณ์ผู้รู้นั้น ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ยทา ทฺวเยสุ ธมฺเมสุ      ปารคู โหติ พฺราหฺมโณอถสฺส สพฺเพ สํโยคา     อตฺถํ คจฺฉนฺติ ชานโต” (แปลความว่า: เมื่อใด พราหมณ์เป็นผู้ถึงฝั่งในธรรม 2 อย่าง เมื่อนั้น กิเลสเครื่องตรึงทั้งปวงของพราหมณ์ผู้รู้นั้น ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ยา กาจิมา ทุคฺคติโย     อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จอวิชฺชามูลกา สพฺพา     อิจฺฉาโลภสมุสฺสยา

Roman: Yā kācimā dugagatiyo     asamึ loke paramahi caavijajāmūlakā sababā     icachālobhasamusasayā
“ทุคติในโลกนี้และโลกหน้า ล้วนมีอวิชชาเป็นราก มีอิจฉาและโลภะเป็นลำต้น.”
EN: “Reflecting upon Yā kācimā dugagatiyo     asamึ loke paramahi caavijajāmūlakā sababā     icachālobhasamusasayā: "ทุคติในโลกนี้และโลกหน้า ล้วนมีอวิชชาเป็นราก มีอิจฉาและโลภะเป็นลำต้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ยา กาจิมา ทุคฺคติโย     อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จอวิชฺชามูลกา สพฺพา     อิจฺฉาโลภสมุสฺสยา” (แปลความว่า: ทุคติในโลกนี้และโลกหน้า ล้วนมีอวิชชาเป็นราก มีอิจฉาและโลภะเป็นลำต้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

เยน สลฺเลน โอติณฺโณ     ทิสา สพฺพา วิธาวติตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห          น ธาวติ น สีทติ

Roman: Yen salalen otiṇaṇo     disā sababā vidhāvatitamev salalṃ ababuyah          n dhāvati n sīdati
“บุคคลถูกลูกศรใดแทงแล้วย่อมแล่นไปทั่วทิศ ถอนลูกศรนั้นแล้ว ย่อมไม่แล่นและไม่จม.”
EN: “Reflecting upon Yen salalen otiṇaṇo     disā sababā vidhāvatitamev salalṃ ababuyah          n dhāvati n sīdati: "บุคคลถูกลูกศรใดแทงแล้วย่อมแล่นไปทั่วทิศ ถอนลูกศรนั้นแล้ว ย่อมไม่แล่นและไม่จม"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “เยน สลฺเลน โอติณฺโณ     ทิสา สพฺพา วิธาวติตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห          น ธาวติ น สีทติ” (แปลความว่า: บุคคลถูกลูกศรใดแทงแล้วย่อมแล่นไปทั่วทิศ ถอนลูกศรนั้นแล้ว ย่อมไม่แล่นและไม่จม.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

โลโภ โทโส จ โมโห จ     ปุริสํ ปาปเจตสํหึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา         ตจสารํว สมฺผลํ

Roman: Lobho doso c moho c     purisṃ pāpacetasṃhึsanati atatasamabhūtā         tacasārṃv samaphalṃ
“โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น.”
EN: “Reflecting upon Lobho doso c moho c     purisṃ pāpacetasṃhึsanati atatasamabhūtā         tacasārṃv samaphalṃ: "โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โลโภ โทโส จ โมโห จ     ปุริสํ ปาปเจตสํหึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา         ตจสารํว สมฺผลํ” (แปลความว่า: โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนั้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
อัตตวรรค (หมวดตน) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อนิจฺจา อทฺธุวา กามา     พหุทุกฺขา มหาวิสาอโยคุโฬว สนฺตตฺโต       อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา

Roman: Anicacā adadhuvā kāmā     bahudukakhā mahāvisāayoguḷov sanatatato       aghamūlā dukakhapaphalā
“กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มีพิษมาก ดังก้อนเหล็กที่ร้อนจัด เป็นต้นเค้าแห่งความคับแค้น มีทุกข์เป็นผล.”
EN: “Reflecting upon Anicacā adadhuvā kāmā     bahudukakhā mahāvisāayoguḷov sanatatato       aghamūlā dukakhapaphalā: "กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มีพิษมาก ดังก้อนเหล็กที่ร้อนจัด เป็นต้นเค้าแห่งความคับแค้น มีทุกข์เป็นผล"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อนิจฺจา อทฺธุวา กามา     พหุทุกฺขา มหาวิสาอโยคุโฬว สนฺตตฺโต       อฆมูลา ทุกฺขปฺผลา” (แปลความว่า: กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มีพิษมาก ดังก้อนเหล็กที่ร้อนจัด เป็นต้นเค้าแห่งความคับแค้น มีทุกข์เป็นผล.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

โกธวรรค (หมวดความโกรธ) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อวิชฺชาย นิวุโต โลโก     เววิจฺฉา (ปมาทา) นปฺปกาสติชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมิ         ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ

Roman: Avijajāy nivuto loko     vevicachā (pamādā) napapakāsatijapapābhilepanṃ barūmi         dukakhamasas mahababhayṃ
“โลกถูกอวิชชาปิดบังแล้ว ไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ (และความประมาท) เรากล่าวความอยากว่า เป็นเครื่องฉาบทาโลก ทุกข์เป็นภัยใหญ่ในโลกนั้น.”
EN: “Reflecting upon Avijajāy nivuto loko     vevicachā (pamādā) napapakāsatijapapābhilepanṃ barūmi         dukakhamasas mahababhayṃ: "โลกถูกอวิชชาปิดบังแล้ว ไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ (และความประมาท) เรากล่าวความอยากว่า เป็นเครื่องฉาบทาโลก ทุกข์เป็นภัยใหญ่ในโลกนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อวิชฺชาย นิวุโต โลโก     เววิจฺฉา (ปมาทา) นปฺปกาสติชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมิ         ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ” (แปลความว่า: โลกถูกอวิชชาปิดบังแล้ว ไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ (และความประมาท) เรากล่าวความอยากว่า เป็นเครื่องฉาบทาโลก ทุกข์เป็นภัยใหญ่ในโลกนั้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อิจฺฉาย พชฺฌตี โลโก     อิจฺฉาวินยาย มุจฺจติอิจฺฉาย วิปฺปหาเนน        สพฺพํ ฉินฺทติ พนฺธนํ

Roman: Icachāy bajajhatī loko     icachāvinayāy mucacatiicachāy vipapahānen        sababṃ chinadati banadhanṃ
“โลกถูกความอยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้เพราะกำจัดความอยาก, เพราะละความอยากเสียได้ จึงชื่อว่าตัดเครื่องผูกทั้งปวงได้.”
EN: “Reflecting upon Icachāy bajajhatī loko     icachāvinayāy mucacatiicachāy vipapahānen        sababṃ chinadati banadhanṃ: "โลกถูกความอยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้เพราะกำจัดความอยาก, เพราะละความอยากเสียได้ จึงชื่อว่าตัดเครื่องผูกทั้งปวงได้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อิจฺฉาย พชฺฌตี โลโก     อิจฺฉาวินยาย มุจฺจติอิจฺฉาย วิปฺปหาเนน        สพฺพํ ฉินฺทติ พนฺธนํ” (แปลความว่า: โลกถูกความอยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้เพราะกำจัดความอยาก, เพราะละความอยากเสียได้ จึงชื่อว่าตัดเครื่องผูกทั้งปวงได้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อิจฺฉา นรํ ปริกสฺสติ          อิจฺฉา โลกสฺมิ ทุชฺชหาอิจฺฉาพทฺธา ปุถู สตฺตา     ปาเสน สกุณี ยถา

Roman: Icachā narṃ parikasasati          icachā lokasami dujajahāicachābadadhā puthū satatā     pāsen sakuṇī yathā
“ความอยากย่อมชักลากนรชนไป ความอยากละได้ยากในโลก สัตว์เป็นอันมากถูกความอยากผูกมัดไว้ ดุจนางนกถูกบ่วงรัดไว้ฉะนั้น.”
EN: “Reflecting upon Icachā narṃ parikasasati          icachā lokasami dujajahāicachābadadhā puthū satatā     pāsen sakuṇī yathā: "ความอยากย่อมชักลากนรชนไป ความอยากละได้ยากในโลก สัตว์เป็นอันมากถูกความอยากผูกมัดไว้ ดุจนางนกถูกบ่วงรัดไว้ฉะนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อิจฺฉา นรํ ปริกสฺสติ          อิจฺฉา โลกสฺมิ ทุชฺชหาอิจฺฉาพทฺธา ปุถู สตฺตา     ปาเสน สกุณี ยถา” (แปลความว่า: ความอยากย่อมชักลากนรชนไป ความอยากละได้ยากในโลก สัตว์เป็นอันมากถูกความอยากผูกมัดไว้ ดุจนางนกถูกบ่วงรัดไว้ฉะนั้น.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

หน้า 15 จาก 28 (ทั้งหมด 445 บท)
Advertisement / สนับสนุนโดย
สัมผัสความสงบภายในผ่านการเจริญสติและวิปัสสนากรรมฐาน

พุทธศาสนสุภาษิตมิใช่เพียงบทกวีทางปรัชญาโบราณ แต่คือ "แผนที่นำทางสู่การตื่นรู้" ทุกถ้อยคำสามารถนำมาเป็นอารมณ์ในการพิจารณากรรมฐาน เชื่อมโยงจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

คัดลอกพุทธสุภาษิตเรียบร้อยแล้ว