Logo
Bright from Within
Vipassana, Ecology & Inner Wisdom
พุทธศาสนสุภาษิต พระไตรปิฎก (SQLite Powered)

พุทธศาสนสุภาษิตสอนใจ

คลังพุทธพจน์ภาษาบาลีพร้อมคำแปล ถอดรหัสธรรมะสู่การเจริญสติ วิปัสสนากรรมฐาน และการดำเนินชีวิตอย่างสันโดษและผาสุก

ทั้งหมด 445 สันตุฏฐิวรรค (หมวดความสันโดษ & วิเวก) 17 สัทธาวรรค (หมวดศรัทธา & ความเชื่อมั่น) 10 จิตตวรรค (หมวดจิต & ความคิด) 8 ธัมมวรรค (หมวดธรรมะ & ความจริง) 5 ปัญญาวรรค (หมวดปัญญา) 5 ลาภวรรค (หมวดลาภ & การได้มา) 5 สีลวรรค (หมวดศีล) 5 ทานวรรค (หมวดทาน) 8 อัตตวรรค (หมวดตน) 13 กัมมวรรค (หมวดกรรม) 148 ขันตีวรรค (หมวดความอดทน) 48 วายามวรรค (หมวดความเพียร) 5 อัปปมาทวรรค (หมวดความไม่ประมาท) 30 โกธวรรค (หมวดความโกรธ) 66 เสวนาวรรค (หมวดการคบหา) 33 มิตตวรรค (หมวดมิตร) 5 วาจาวรรค (หมวดวาจา) 5 ปุญญวรรค (หมวดบุญ) 5 ปาปวรรค (หมวดบาป) 5 สุขวรรค (หมวดความสุข) 5 ทุกขวรรค (หมวดทุกข์) 9 ปกิณณกวรรค (หมวดเบ็ดเตล็ด) 5
แสดง 16 จากทั้งหมด 148 บท (คัดกรองตามเงื่อนไข) ล้างตัวกรอง
กดไอคอนลำโพงเพื่อฟังเสียงอ่าน
กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ทูรงฺคมํ เอกจรํ                  อสรีรํ คุหาสยํเย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ     โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา

Roman: Dūraṅagamṃ ekacarṃ                  asarīrṃ guhāsayṃye citatṃ sañañamesasanati     mokakhanati mārabanadhanā
“ผู้ใด จักสำรวมจิตที่ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำ (คือกาย) เป็นที่อาศัย ผู้นั้น จักพ้นจากเครื่องผูกของมารได้.”
EN: “Reflecting upon Dūraṅagamṃ ekacarṃ                  asarīrṃ guhāsayṃye citatṃ sañañamesasanati     mokakhanati mārabanadhanā: "ผู้ใด จักสำรวมจิตที่ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำ (คือกาย) เป็นที่อาศัย ผู้นั้น จักพ้นจากเครื่องผูกของมารได้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ทูรงฺคมํ เอกจรํ                  อสรีรํ คุหาสยํเย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ     โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา” (แปลความว่า: ผู้ใด จักสำรวมจิตที่ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำ (คือกาย) เป็นที่อาศัย ผู้นั้น จักพ้นจากเครื่องผูกของมารได้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ปทุฏฺฐจิตฺตสฺส น ผาติ โหติน จาปิ นํ เทวตา ปูชยนฺติโย ภาตรํ เปตฺติกํ สาปเตยฺยํอวญฺจยี ทุกฺกฏกมฺมการี

Roman: Paduṭaṭhacitatasas n phāti hotin cāpi nṃ devatā pūjayanatiyo bhātarṃ petatikṃ sāpateyayṃavañacayī dukakaṭakamamakārī
“ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติพี่น้องพ่อแม่ ผู้นั้น มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่บูชาเขา.”
EN: “Reflecting upon Paduṭaṭhacitatasas n phāti hotin cāpi nṃ devatā pūjayanatiyo bhātarṃ petatikṃ sāpateyayṃavañacayī dukakaṭakamamakārī: "ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติพี่น้องพ่อแม่ ผู้นั้น มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่บูชาเขา"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ปทุฏฺฐจิตฺตสฺส น ผาติ โหติน จาปิ นํ เทวตา ปูชยนฺติโย ภาตรํ เปตฺติกํ สาปเตยฺยํอวญฺจยี ทุกฺกฏกมฺมการี” (แปลความว่า: ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติพี่น้องพ่อแม่ ผู้นั้น มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่บูชาเขา.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ภิกฺขุ สิยา ฌายิ วิมุตฺตจิตฺโตอากงฺเข เว หทยสฺสานุปตฺตึโลกสฺส ญตฺวา อุทยพฺพยญฺจสุเจตโส อนิสฺสิโต ตทานิสํโส

Roman: Bhikakhu siyā jhāyi vimutatacitatoākaṅakhe ve hadayasasānupatatึlokasas ñatavā udayababayañacasucetaso anisasito tadānisṃso
“ภิกษุเพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้น รู้ความเกิดและความเสื่อมแห่งโลกแล้ว มีใจดี ไม่ถูกกิเลสอาศัย มีธรรมนั้นเป็นอานิสงส์ พึงหวังความบริสุทธิ์แห่งใจได้.”
EN: “Reflecting upon Bhikakhu siyā jhāyi vimutatacitatoākaṅakhe ve hadayasasānupatatึlokasas ñatavā udayababayañacasucetaso anisasito tadānisṃso: "ภิกษุเพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้น รู้ความเกิดและความเสื่อมแห่งโลกแล้ว มีใจดี ไม่ถูกกิเลสอาศัย มีธรรมนั้นเป็นอานิสงส์ พึงหวังความบริสุทธิ์แห่งใจได้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ภิกฺขุ สิยา ฌายิ วิมุตฺตจิตฺโตอากงฺเข เว หทยสฺสานุปตฺตึโลกสฺส ญตฺวา อุทยพฺพยญฺจสุเจตโส อนิสฺสิโต ตทานิสํโส” (แปลความว่า: ภิกษุเพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้น รู้ความเกิดและความเสื่อมแห่งโลกแล้ว มีใจดี ไม่ถูกกิเลสอาศัย มีธรรมนั้นเป็นอานิสงส์ พึงหวังความบริสุทธิ์แห่งใจได้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ          ยตฺถ กามนิปาตินํจิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี     จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ

Roman: Sududadasṃ sunipuṇṃ          yatath kāmanipātinṃcitatṃ rakakheth medhāvī     citatṃ gutatṃ sukhāvahṃ
“ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ (เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้.”
EN: “Reflecting upon Sududadasṃ sunipuṇṃ          yatath kāmanipātinṃcitatṃ rakakheth medhāvī     citatṃ gutatṃ sukhāvahṃ: "ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ (เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ          ยตฺถ กามนิปาตินํจิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี     จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ” (แปลความว่า: ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ (เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ      อตฺถาวโห ว ขนฺติโกสคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ     อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก

Roman: Atatanopi paresañac      atathāvaho v khanatikosagagamokakhagamṃ magagṃ     āruḷaho hoti khanatiko
“ผู้มีขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ ทั้งแก่ตน ทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีขันติ ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน.”
EN: “Reflecting upon Atatanopi paresañac      atathāvaho v khanatikosagagamokakhagamṃ magagṃ     āruḷaho hoti khanatiko: "ผู้มีขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ ทั้งแก่ตน ทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีขันติ ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ      อตฺถาวโห ว ขนฺติโกสคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ     อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโก” (แปลความว่า: ผู้มีขันติ ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ ทั้งแก่ตน ทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีขันติ ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี     ยสสฺสี สุขสีลวาปิโย เทวมนุสฺสานํ           มนาโป โหติ ขนฺติโก

Roman: Khanatiko metatavā lābhī     yasasasī sukhasīlavāpiyo devamanusasānṃ           manāpo hoti khanatiko
“ผู้มีขันติ นับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติ เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.”
EN: “Reflecting upon Khanatiko metatavā lābhī     yasasasī sukhasīlavāpiyo devamanusasānṃ           manāpo hoti khanatiko: "ผู้มีขันติ นับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติ เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี     ยสสฺสี สุขสีลวาปิโย เทวมนุสฺสานํ           มนาโป โหติ ขนฺติโก” (แปลความว่า: ผู้มีขันติ นับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และมีสุขเสมอ ผู้มีขันติ เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

สตฺถุโน วจโนวาทํ     กโรติเยว ขนฺติโกปรมาย จ ปูชาย        ชินํ ปูเชติ ขนฺติโก

Roman: Satathuno vacanovādṃ     karotiyev khanatikoparamāy c pūjāy        jinṃ pūjeti khanatiko
“ผู้มีขันติ ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา และผู้มีขันติ ชื่อว่าบูชาพระชินเจ้า ด้วยบูชาอย่างยิ่ง.”
EN: “Reflecting upon Satathuno vacanovādṃ     karotiyev khanatikoparamāy c pūjāy        jinṃ pūjeti khanatiko: "ผู้มีขันติ ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา และผู้มีขันติ ชื่อว่าบูชาพระชินเจ้า ด้วยบูชาอย่างยิ่ง"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สตฺถุโน วจโนวาทํ     กโรติเยว ขนฺติโกปรมาย จ ปูชาย        ชินํ ปูเชติ ขนฺติโก” (แปลความว่า: ผู้มีขันติ ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา และผู้มีขันติ ชื่อว่าบูชาพระชินเจ้า ด้วยบูชาอย่างยิ่ง.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)

น เหตมตฺถํ มหตีปิ เสนาสราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถขนฺติผลสฺสูปสมนฺติ เวรา

Roman: N hetamatathṃ mahatīpi senāsarājikā yujajhamānā labhethayṃ khanatimā sapapuriso labhethakhanatiphalasasūpasamanati verā
“เสนาแม้หมู่ใหญ่ พร้อมด้วยพระราชา รบอยู่ ไม่พึงได้ประโยชน์ที่สัตบุรุษผู้มีขันติพึงได้ (เพราะว่า) เวรทั้งหลายของผู้มีขันติเป็นกำลัง ย่อมสงบระงับ.”
EN: “Reflecting upon N hetamatathṃ mahatīpi senāsarājikā yujajhamānā labhethayṃ khanatimā sapapuriso labhethakhanatiphalasasūpasamanati verā: "เสนาแม้หมู่ใหญ่ พร้อมด้วยพระราชา รบอยู่ ไม่พึงได้ประโยชน์ที่สัตบุรุษผู้มีขันติพึงได้ (เพราะว่า) เวรทั้งหลายของผู้มีขันติเป็นกำลัง ย่อมสงบระงับ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “น เหตมตฺถํ มหตีปิ เสนาสราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถขนฺติผลสฺสูปสมนฺติ เวรา” (แปลความว่า: เสนาแม้หมู่ใหญ่ พร้อมด้วยพระราชา รบอยู่ ไม่พึงได้ประโยชน์ที่สัตบุรุษผู้มีขันติพึงได้ (เพราะว่า) เวรทั้งหลายของผู้มีขันติเป็นกำลัง ย่อมสงบระงับ.) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎก (พุทธศาสนสุภาษิต)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (องฺ.สตฺตก. 23/99, ขุ.มหา. 29/18)

อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ

Roman: Anadhatamṃ tadā hoti yṃ kodho sahate narṃ
“ความโกรธ ครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมน ย่อมมีเมื่อนั้น”
EN: “Reflecting upon Anadhatamṃ tadā hoti yṃ kodho sahate narṃ: "ความโกรธ ครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมน ย่อมมีเมื่อนั้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ” (แปลความว่า: ความโกรธ ครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมน ย่อมมีเมื่อนั้น) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((องฺ.สตฺตก. 23/99, ขุ.มหา. 29/18)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (ขุ.ชา.ทสก. 27/273)

อปฺโป หุตฺวา พหุ โหติ วฑฺฒเต โส อขนฺติโช

Roman: Apapo hutavā bahu hoti vaḍaḍhate so akhanatijo
“ความโกรธ น้อยแล้วมาก มันเกิดจากความไม่อดทน จึงทวีขึ้น”
EN: “Reflecting upon Apapo hutavā bahu hoti vaḍaḍhate so akhanatijo: "ความโกรธ น้อยแล้วมาก มันเกิดจากความไม่อดทน จึงทวีขึ้น"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อปฺโป หุตฺวา พหุ โหติ วฑฺฒเต โส อขนฺติโช” (แปลความว่า: ความโกรธ น้อยแล้วมาก มันเกิดจากความไม่อดทน จึงทวีขึ้น) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((ขุ.ชา.ทสก. 27/273)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/57, 64)

โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ

Roman: Kodhṃ ghatavā sukhṃ seti
“ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข”
EN: “Reflecting upon Kodhṃ ghatavā sukhṃ seti: "ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ” (แปลความว่า: ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/57, 64)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (องฺ.สตฺตก. 23/98)

อโถ อตฺถํ คเหตฺวาน อนตฺถํ ปฏิปชฺชติ

Roman: Atho atathṃ gahetavān anatathṃ paṭipajajati
“คนมักโกรธ ถือเอาประโยชน์แล้ว กลับประพฤติไม่เป็นประโยชน์”
EN: “Reflecting upon Atho atathṃ gahetavān anatathṃ paṭipajajati: "คนมักโกรธ ถือเอาประโยชน์แล้ว กลับประพฤติไม่เป็นประโยชน์"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “อโถ อตฺถํ คเหตฺวาน อนตฺถํ ปฏิปชฺชติ” (แปลความว่า: คนมักโกรธ ถือเอาประโยชน์แล้ว กลับประพฤติไม่เป็นประโยชน์) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((องฺ.สตฺตก. 23/98)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

Advertisement / สนับสนุนโดย
กัมมวรรค (หมวดกรรม) (องฺ.สตฺตก. 23/98)

โกธาภิภูโต ปุริโส ธนชานึ นิคจฺฉติ

Roman: Kodhābhibhūto puriso dhanajānึ nigacachati
“บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์”
EN: “Reflecting upon Kodhābhibhūto puriso dhanajānึ nigacachati: "บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โกธาภิภูโต ปุริโส ธนชานึ นิคจฺฉติ” (แปลความว่า: บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำ ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((องฺ.สตฺตก. 23/98)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (องฺ.สตฺตก. 23/99)

ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ ปริเวชฺชนฺติ โกธนํ

Roman: ñātimitatā suhajajā c parivejajanati kodhanṃ
“ญาติมิตรและสหาย ย่อมหลีกเลี่ยงคนมักโกรธ”
EN: “Reflecting upon ñātimitatā suhajajā c parivejajanati kodhanṃ: "ญาติมิตรและสหาย ย่อมหลีกเลี่ยงคนมักโกรธ"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ ปริเวชฺชนฺติ โกธนํ” (แปลความว่า: ญาติมิตรและสหาย ย่อมหลีกเลี่ยงคนมักโกรธ) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((องฺ.สตฺตก. 23/99)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (นัย- องฺ.สตฺตก. 23/100)

โกธํ ปญฺญาย อุจฺฉินฺเท

Roman: Kodhṃ pañañāy ucachinade
“พึงตัดความโกรธด้วยปัญญา”
EN: “Reflecting upon Kodhṃ pañañāy ucachinade: "พึงตัดความโกรธด้วยปัญญา"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “โกธํ ปญฺญาย อุจฺฉินฺเท” (แปลความว่า: พึงตัดความโกรธด้วยปัญญา) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((นัย- องฺ.สตฺตก. 23/100)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

กัมมวรรค (หมวดกรรม) (สํ.ส. 15/32, องฺ.ฉกฺก. 22/460)

สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม

Roman: Saṅakapaparāgo purisasas kāmo
“ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน”
EN: “Reflecting upon Saṅakapaparāgo purisasas kāmo: "ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน"”

พุทธศาสนสุภาษิตบทว่า “สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม” (แปลความว่า: ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน) เป็นหลักธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าในพระไตรปิฎก ((สํ.ส. 15/32, องฺ.ฉกฺก. 22/460)) ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงของชีวิต จิตใจ และการกระทำ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตระหนักรู้ในสภาวะปัจจุบัน ไม่ตกเป็นทาสของความหลงผิดหรือความว้าวุ่นทางอารมณ์ เมื่อจิตมีความสงบ ย่อมเกิดปัญญาในการมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ทำให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง สันโดษ และเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริงจากภายใน

หน้า 4 จาก 10 (ทั้งหมด 148 บท)
Advertisement / สนับสนุนโดย
สัมผัสความสงบภายในผ่านการเจริญสติและวิปัสสนากรรมฐาน

พุทธศาสนสุภาษิตมิใช่เพียงบทกวีทางปรัชญาโบราณ แต่คือ "แผนที่นำทางสู่การตื่นรู้" ทุกถ้อยคำสามารถนำมาเป็นอารมณ์ในการพิจารณากรรมฐาน เชื่อมโยงจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

คัดลอกพุทธสุภาษิตเรียบร้อยแล้ว